untitled

posted on 17 May 2009 23:20 by car-tracks-99

4 เม็ด ระดับโลก SILVIA S13


     หลังจากที่รถ Drag บ้านเรา จะมีการอัพเกรดความแรงกันอย่างมากมาย "เครื่องยนต์" ก็จะเริ่มกันจากบรรดา "บิ๊กบล็อก" ทั้งหลาย มีอะไรมั่งล่ะ 2JZ โคตรฮิต รองลงมาก็ RB26 หรือบางเจ้าก็เล่นกันถึง 1UZ-2UZ ไปโน่นเลย ก็แล้วแต่ความถนัด พูดง่าย ๆ ก็คือ "รถนิสสัน เครื่องโตต้า" กันทั้งเมือง แต่ก็ยังมีบางคนที่เป็นกลุ่ม "อนุรักษ์นิยม" ก็คือ รถกับเครื่องจะต้องตรงรุ่น และยังไม่ทอดทิ้งเครื่อง "บล็อกเล็กสี่เม็ด" ตัวยอดฮิตในบอดี้นี้ก็คือ "SR20DET" ส่วนใหญ่อาจจะว่า "มันเล็กและเปราะไปหน่อย" แต่กับกลุ่ม "SR Lover" (อันนี้ตั้งเอง) เค้าก็ยืนยันที่จะเล่นต่อไป และเชื่อว่ามันจะ "แรง" ได้เหมือนกัน...

การเดินทางสู่ "ระดับโลก"

     สำหรับเจ้า "ชมพูแสบ" คันนี้ ก็อยู่ในการครอบครองของ "เอส" คมสัน โหกลัด จากอู่ NOI ELEVEN ที่มีชื่อเสียงมานานในด้านมอเตอร์สปอร์ต ถ้าจะถามถึงที่มาในครั้งอดีต นายเอสย้อนอดีตให้ฟังว่า ส่วนตัวเป็นคนชอบรถบอดี้นี้มาก พอมีโอกาสก็เลยซื้อมาไว้ใช้งาน ใช้มั่งซิ่งมั่งตามประสาวัยรุ่น เดิมทีเป็นสีดำ ล้อ NISMO (เคยลง XO AUTOSPORT ไปนานแล้วเหมือนกัน) เครื่องยนต์ก็ชอบ SR20DET เพราะมันเป็นของ "ตรงรุ่น" ผมชอบอะไรที่มันเป็น Original อยู่แล้ว และส่วนตัวผมคิดว่า บอดี้ขนาดนี้ มันน่าจะแมตช์กับ SR ที่สุดแล้ว ก็เลยยืนยันที่จะเล่น SR ต่อไป...

     ตอนแรกก็ค่อย ๆ ทำมา การแข่งขันพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ รถเริ่มเร็วขึ้น เราก็ต้องพัฒนาตามไปด้วย มาเริ่ม Hard Core เอาตอนหลัง ก็ขยายเครื่องเป็น 2.2 ลิตร ตอนแรกก็ใส่เกียร์ Close Ratio ปรากฏว่าทนแรงบิดไม่ไหว "แตก" บ่อย ๆ ก็เลยเปลี่ยนเป็นเกียร์ Dog Box เลยต้องวิ่งรุ่นที่สูงขึ้นไปอีก ก็ต้องรื้อรถตามกติกาไป ไป ๆ มา ๆ ก็มาถึงสเต็ปนี้ เพราะไหน ๆ เราก็ทำ SR มาถึงขั้นนี้แล้ว กว่าจะมาถึงตรงนี้ก็ทุ่มกับมันไปเยอะมาก จะเปลี่ยนทิศทางก็ใช่เรื่อง เลยยืนยันอยากจะเล่น SR ต่อไป ส่วนตัวคิดว่ามันขับง่ายดี ออกตัวได้เต็มคันเร่ง ไม่ต้องค่อย ๆ ประคองเหมือนเครื่องใหญ่ เกียร์ 1-2-3 จัดจ้านดีน่าพอใจ แต่จะเสียเปรียบเครื่องใหญ่ช่วงปลาย ๆ ยังงั้นเราก็ต้อง "เน้นช่วงออก" ให้ดีที่สุด ก็เป็นเหตุผลที่รถคันนี้สามารถทำเวลาได้ดี เมื่อเทียบกับเครื่อง SR ขับสองด้วยกัน...

All Body Work By JIT AUTOFRAME

     สำหรับในส่วนของตัวถัง ก็ให้ "พี่จิต" แห่ง JIT AUTO FRAME มือเซียนแห่งการทำงานตัวถัง (Body Work) ช่วยกันปรุงให้ โดยยังใช้โครงสร้างเดิม (Uni-Body) เป็นหลัก แล้วก็สร้างอย่างอื่นมารองรับให้แข็งแรงมากขึ้น และลดน้ำหนักลง หัวกระดองเป็นแบบยกออกได้ทั้งอัน ทำทรงเรียบ ๆ เพื่อให้ "ลู่ลม" ไม่มีอะไรมาทำให้สะดุด ส่วนอื่น ๆ ก็จะเน้นไปในทาง "การดามโครงสร้าง" มากกว่า ด้านหลังจะเน้นความแข็งแรงเป็นพิเศษหน่อย จะสร้างโครงเหล็กไว้ค่อนข้างเยอะ ก็เนื่องจากเป็นโซนที่ต้องรับแรงมาก ๆ นั่นเอง สำหรับเรื่องของ "สีสัน" จะเป็นฝีมือของอู่ AUTO CRAFT เป็นผู้บรรเลง...

SR20DET 2.2 ลิตร กับพิกัด "แปด"

     ความฝันอันสุดยอดของนายเอส และทีมงานที่ทำรถคันนี้ ทุกคนต่างก็ใฝ่ฝันว่าจะพาเจ้า SR20DET 4 เม็ด สองพัน (สอง) ไปให้ถึงเวลาพิกัด 8 วินาที ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่ต้องการ คันนี้ก็จะเน้นการทำเครื่องให้สมบูรณ์แบบที่สุด ทำทุกอย่างเน้นใช้ "ของดี" แพงหน่อยแต่ "ใช้ยาว" ก็คุ้มค่า สำหรับในส่วนของ "ท่อนบน" ก็ "เต็มที่" อย่างที่รู้ ๆ กัน ว่าการที่จะทำแรงม้าให้ได้มากขึ้น จุดสำคัญอยู่ที่ "ประสิทธิภาพการประจุอากาศของฝาสูบ" เป็นหลัก ถ้าเอาอากาศกับน้ำมันเข้าไปได้ปริมาณมาก กำลังที่ได้ก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ในส่วนของท่อนล่าง ก็จะเกี่ยวข้องกับความทนทานเป็นหลัก เว้นแต่จะเพิ่มปริมาตรกระบอกสูบให้มากขึ้น ก็จะเพิ่มการประจุอากาศได้มากขึ้นไปอีก แต่ถ้าฝาสูบไม่ดี ประสิทธิภาพการประจุอากาศก็จะไม่ได้ผลดี ทำให้แรงม้าน้อย จึงจำเป็นต้องคิดถึงฝาสูบเป็นเรื่องหลักเหมือนกัน...

     การโมดิฟายของคันนี้ ก็เปลี่ยน "แคมชาฟท์" เป็นของ TOMEI ขนาด 280 องศา ลิฟต์ 12.5 มม. ทั้งสองฝั่ง "รีเทนเนอร์ + สปริงวาล์ว" ก็จะเป็นของยี่ห้อเดียวกัน "วาล์ว" เป็นของ BC หรือ BRIAN CROWER "เฟืองแคม" เป็นของ TODA "ปะเก็นฝาสูบ" ของ GReddy ความหนา 1.6 มม. ในส่วนของ "ท่อนล่าง" ก็ทำเต็มที่เหมือนกัน เป็นชุดขยายความจุ (Stroker Kit) จาก HKS ทั้งหมด "ลูกสูบ" ขนาด 87.0 มม. "ก้านสูบ" เป็นแบบ I-Beam "ข้อเหวี่ยง" เป็นแบบ Full Counter Weight (ตับเต็ม) "แบริ่งชาฟท์" ของ NISMO ส่วน "แคร็งค์น้ำมันเครื่อง" เปลี่ยนเป็นของ ARC จะมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ด้านในจะมีคล้าย ๆ เป็น "ถังกัก" ตรงฝักบัว เมื่อรถเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง (Position) เร็ว ๆ อย่างตอนออกตัวแรง ๆ ถ้าไม่มีถังกัก น้ำมันจะเทไปด้านหลัง อาจจะทำให้มีการ "ขาดช่วง" เครื่องยนต์เสียหายได้ แต่ถ้ามีถังกักไว้ น้ำมันก็ยังคงอยู่บริเวณฝักบัว ก็ทำให้น้ำมันไม่ขาดตอน...

     ระบบจ่ายเชื้อเพลิง ก็จะมี "หัวฉีด" ของ RC ENGINEERING ขนาดถึง "1,200 ซี.ซี." ใหญ่มโหฬารเลยเชียวล่ะ "เร็กกูเลเตอร์" เป็นของ AEROMOTIVE "รางหัวฉีด" ฝีมือ NOI ELEVEN ทำเอง "ปั๊มติ๊ก" ของ PIERBURG 2 ตัว "ระบบจุดระเบิด" ก็ใช้ "หัวเทียน" ของ GReddy เบอร์ 10 "คอยล์จุดระเบิด + CDI" จาก MoTeC CDI 4 ส่วน "กล่องควบคุม" ก็แน่นอนว่าต้องเป็น MoTeC อย่างแน่นอน เป็นรุ่น M800 จูนโดย "บอล" กรินทร์ เจตนานนท์ หรือ "บอล จูนเนอร์" ที่คุ้นเคยกันดีนั่นเอง...

     มาดูกันที่ "ระบบอัดอากาศ" ก็ใช้เทอร์โบของ TURBONETICS GTK (หอยดำ) ซึ่งปากเทอร์โบจะมีรูรอบ ๆ เดี๋ยวจะขยายความซ้ำอีกทีว่าเป็นไง "เฮดเดอร์ + ท่อทางเดินอากาศ + ท่อไอเสีย" เป็นของ SITT TURBO ทั้งหมด "เวสต์เกตแยก" เป็นของ TRUST Type C "อินเตอร์ฯ" จาก HKS GT "ท่อร่วมไอดี" อันนี้ใช้ของ GReddy "ระบบระบายความร้อน" ก็จะมี "ออยล์" ของ EARL'S "หม้อน้ำ" KOYO วางนอนท้ายรถ ก็เป็นอันจบเรื่องไป...

รูรอบปากเทอร์โบ แก้อาการ Surging

     สำหรับเทอร์โบ GTK รุ่นนี้ ก็จะมีรูรอบ ๆ ปากเทอร์โบ (ยี่ห้อและรุ่นอื่นก็มีครับ) บางยี่ห้อเรียกว่า "Porter Shroud" จริง ๆ เราเคยพูดถึง "รู" นี้ไปแล้ว ใน XO AUTOSPORT (เล่มที่เป็นรถ 200 SX สีทอง ของทีม LIBERATE) ตอนนั้นก็กล่าวถึงไปแบบคร่าว ๆ งวดนี้เป็นข้อมูลที่อัพเดทเพิ่มเติมมาใหม่ ซึ่งจะขอเล่าให้ฟังอีกที เผื่อบางท่านยังไม่ได้อ่าน และกำลังสงสัยอยู่ว่า มันเอาไว้ทำไมวะ ดูดอากาศเพิ่มหรือเปล่า จริง ๆ มันจะเป็นการป้องกันการ Surging หรือ "เสิร์จจิ้ง" ซึ่งจะส่งผลให้เทอร์โบเสียหายได้ง่าย อาการนี้มันเป็นยังไง และรูรอบ ๆ นี้ จะช่วยได้อย่างไร...

     ในกรณีที่เทอร์โบบูสต์สูง ๆ กดคันเร่งเต็มที่ตลอด ถ้า "ประสิทธิภาพการอัดอากาศของเทอร์โบ มีค่าสูงกว่าประสิทธิภาพการประจุอากาศของฝาสูบ" ถ้าจะพูดง่าย ๆ ก็คือ "เทอร์โบอัดอากาศได้มากและเร็วกว่าที่ฝาสูบจะประจุอากาศเข้าห้องเผาไหม้ได้" คือบูสต์ไปเยอะ แต่ไม่เข้าเครื่องซะทั้งหมด ส่วนที่เหลือเมื่อมันไม่เข้าเครื่อง ก็จะ "อั้น" อยู่อย่างนั้น ก็จะไม่มีการ "โฟล์ว" ลองนึกสภาพดู อากาศอยู่ในที่จำกัด และอัดตัวเข้ามากันมาก ๆ ก็จะทำให้กลายสภาพคล้าย "ของแข็ง" ไอ้ที่เข้ามาหลัง ๆ ก็จะเกิดการ "บล็อก" เทอร์โบก็อัดอากาศเข้ามาเรื่อย ๆ ก็จะเกิด "แรงดันย้อนกลับ" (คนละเรื่องกับกรณีของ Blow Off Valve นะครับ อันนั้นถอนคันเร่งแล้วลิ้นปิด แต่อันนี้คันเร่งไม่ถอน แต่เอาเข้าเครื่องไปไม่หมด คนละเคสกัน) แรงดันนี้ก็จะย้อนกลับไปที่ใบเทอร์โบไงครับ...

     อ้อ ขอกล่าวตรงนี้เพิ่มนิดนึง สำหรับเหตุที่จะเกิดอาการ Surging ขึ้น ก็จะมีในตอน "เปลี่ยนเกียร์" อีกกรณีหนึ่ง ตัวอย่างง่าย ๆ สมมติว่าบูสต์มาเต็ม ลากรอบไปที่ 9,000 รอบ ไม่มีปัญหา รอบสูงประจุอากาศได้เร็ว จึงมีการไหลได้ดี ไม่มีการอั้น แต่พอ "เปลี่ยนเกียร์" ตกมาอยู่ที่ 6,000 รอบ แต่เทอร์โบก็ยังหมุนเร็วอยู่ แน่นอนว่า การอัดอากาศยังรุนแรงอยู่ และเมื่อรอบเครื่องตกลง ประสิทธิภาพการประจุอากาศจะน้อยลง แม้คันเร่งจะถูกกดสุดก็ตาม แน่นอนว่า มันก็จะมีช่วงที่อากาศมันเข้าไปในเครื่องไม่ทัน เกิดการอั้นขึ้นในชั่วขณะ ก็จะเกิดอาการ Surging อย่างที่ว่านี้เอง...

     เมื่อแรงดันย้อนกลับไปที่ใบเทอร์โบ ก็จะทำให้ใบเกิดการ "ขยับตัวเดินหน้าถอยหลัง" ซึ่งไม่เป็นผลดีอย่างแน่ เพราะการหมุนของใบจะไม่เสถียร เกิดการเสียหายได้ง่าย ดังนั้น Porter Shroud ก็จะเป็น "ทางระบาย" ออก เมื่อเกิดแรงดันย้อนกลับมา มันก็จะไหลไปออกทางรูรอบ ๆ เทอร์โบนี่แหละ เป็นการลดแรงปะทะระหว่าง Back Pressure กับใบเทอร์โบ หลักการก็ง่าย ๆ แค่นี้เองครับ ก็ถือว่ามีประโยชน์มากทีเดียว ถึงแม้ดูจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแค่เสี้ยววินาที อย่าลืมว่าใบเทอร์โบหมุนเป็น "หมื่นรอบ" ถ้าบูสต์สูง ๆ บางทีเป็น "แสนรอบ" จึงมีโอกาสเสี่ยงสูง แม้ในเสี้ยววินาทีก็เสียหายรุนแรงได้...

เกียร์ JERICO Air Shift 5 สปีด ช่วงล่าง ORT + JIT AUTO FRAME

     มาดูระบบส่งกำลังของคันนี้กันบ้าง "เกียร์" เป็นของ JERICO ซึ่งเป็นระบบ Air Shift เปลี่ยนเกียร์ก็ง่าย ๆ "จิ้ม" ปุ่มอย่างเดียว "คลัตช์" เป็นของ TILTON 3 แผ่น ส่งกำลังไปยังเฟืองท้าย อัตราทด 4.3 : 1 เพื่อ "เรียกต้น" ระบบช่วงล่างของ S13 และผองเพื่อน ด้านหน้าเป็นอิสระ แม็คเฟอร์สัน สตรัท ด้านหลังเป็นอิสระ มัลติลิงค์ คันนี้ก็ยังคงยึดรูปแบบของเดิมเอาไว้ เพียงแต่เปลี่ยนแขนยึดต่าง ๆ เป็นแบบ "ปรับมุมได้" มากขึ้น ทั้งชุดเป็นของ ORT ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของรถคันนี้...

     ส่วน "โช้คอัพหน้า" เป็นของ JIC "โช้คอัพหลัง" เป็นของ HKS อย่างคันนี้ก็น่าจะเซ็ตค่าการทำงานของโช้คอัพและสปริงได้ง่ายหน่อย เพราะเครื่องยังเป็นตรงรุ่น ซึ่งโช้คอัพของนอก เค้าก็จะเซ็ตค่ามาตามมาตรฐานของรถรุ่นนั้น ๆ ว่ารถรุ่นนี้น้ำหนักลงหน้าเท่าไหร่ หลังเท่าไหร่ ออกรถแล้วเป็นยังไง เค้าจะทำค่าพื้นฐานมาตามนี้ก่อน แต่เราก็ต้องมาปรับเอาเองอีกครั้งหนึ่งตามสภาพการขับขี่จริง โดยเฉพาะรถบ้านเราที่นิยมวางเครื่องข้ามรุ่น จะต้องเซ็ตค่านี้ใหม่ให้เหมาะสมกัน...

     สำหรับการปรับมุมล้อ และปรับช่วงล่างต่าง ๆ ทาง "พี่จิต" เป็น "หัวหลัก" ในการจัดการเรื่องนี้ "ระบบเบรก" ก็เล่นของพี่ใหญ่ SKYLINE GT-R ทั้งหน้าและหลัง ซึ่งก็เอาอยู่สบาย (เนื่องจากใช้ร่มเป็นหลัก) ส่วน "ผ้าเบรก" ก็เป็นของ N-BRAKE ผู้สนับสนุนอีกเจ้าหนึ่ง ส่วน "ล้อ" เป็นของ WELD RACING ลายห้ารูกลม ด้านหน้ากว้าง 4 นิ้ว ด้านหลังกว้าง 10 นิ้ว ขอบ 15 นิ้ว เท่ากัน "ยาง" ด้านหน้าเป็น HOOSIER 24-4.5-15 นิ้ว ด้านหลังเป็น GOODYEAR ขนาด 28-10-15 นิ้ว...


edit @ 17 May 2009 23:52:17 by car

3RZ Project 4 สูบ 1400 hp

posted on 17 May 2009 23:18 by car-tracks-99

3RZ Project 4 สูบ 1400 hp



     จริง ๆ แล้วโครงการนี้ SPEED D และ Siam Prototype เริ่มวางแผนกันมาตั้งแต่ต้นปี 50 ความตั้งใจคือ จะหาเครื่องมาใส่ในรถ Siam Prototype Drag Celica โดยคาดหวังไว้ว่าจะวิ่งในงาน Souped up 2007 ตอนปลายปี แต่พอใกล้ ๆ งาน รถดันไม่เสร็จ เลยได้เอาเครื่องยนต์ตัวนี้ไปใส่ในบอดี้ SUPRA 80 ซึ่งจอดอยู่ว่าง ๆ ไม่มีเครื่อง เพื่อจะแข่งในรุ่น Pro Modified 4 สูบ งานนี้ทาง Siam Prototype ได้มอบหมายให้ทาง SPEE D PROSHOP เป็นผู้จัดการในเรื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ โดย Concept มีอยู่ว่า เครื่องยนต์ต้องไม่ใช่ 2JZ แต่ต้องมีแรงม้าให้เกิน 1,200 hp ในงบประมาณที่มีให้

     ตอนแรกทาง SPEED D ได้มองเครื่องยนต์ไว้ 2 รุ่น โดยถ้าไม่ใหญ่สุด ๆ ก็เล็กสุด ๆ ไปเลย คือ 8 สูบ 2UZ FE 4.7 L กับ 4 สูบ 3RZ 2.7 L แต่พอมาคำนวณค่าใช้จ่ายและผลตอบแทนที่จะได้กลับมา 3RZ น่าจะมีสัดส่วนแรงม้าต่อเงินลงทุนที่ค่อนข้างคุ้มค่ามากกว่า เพราะอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยมากแล้ว ราคาต่อชิ้นจะไม่ต่างกันเยอะ แต่เครื่องเล็กใช้อุปกรณ์แค่ครึ่งเดียว (4 สูบ กะ 8 สูบ) จึงฟันธงว่า เอา 4 สูบดีกว่า จากนั้นก็เลยมาศึกษากันว่าไอ้เครื่อง 3RZ เนี่ยมันจะไปหาที่ไหนได้บ้าง เพราะมันเป็นเครื่องยนต์ของ Toyota Tacoma ซึ่งอยู่ที่อเมริกา สอบถามผู้รู้ก็ถึงบางอ้อว่า จริง ๆ แล้วเมืองไทยก็มีอยู่เยอะพอสมควร เพราะมันเป็นเครื่องยนต์ที่ประจำการอยู่ใน Toyota Grandvia เครื่องยนต์ตัวนึงราคาอยู่ประมาณ 40,000-50,000 บาท หน้าตาดูบ้าน ๆ โหงวเฮ้ง ไม่น่าแรงได้ แถมเป็นเครื่องโซ่อีกต่างหาก แต่ก็ไหน ๆ ก็ไหน เอามาลองดูสักหน่อย

      เริ่มโครงการ SPEED D กลับบ้านมานั่งเปิด WEB ดู เห็นฝรั่งเค้าทำกันได้ 1,200-1,400 แรงม้า ส่วนใหญ่เป็นรถแข่ง Drag ขับหน้า ของแต่งหายากพอสมควร เพราะมีอยู่ไม่กี่เจ้าที่เล่นกับเจ้าเครื่องยนต์ตัวนี้ ที่เห็น ๆ ก็ มี TRD USA, Paradise Racing, LC Engineering etc, ยิ่งยากยิ่งน่าลอง…มันท้าทายดี ขั้นตอนแรกในการทำงานคือต้องวางแผนก่อน ดังนั้นเครื่องยนต์ตัวนี้ ได้วางแผนไว้ว่า ต้องมีแรงม้าอยู่ที่ 1,000-1,200 hp ในช่วง 6,500-9,000 rpm, แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 100 kg-m ขึ้นไป ที่ช่วง 5,500-6,000 rpm ที่ต้องมีสมมติฐานไว้ก่อนก็เพื่อที่จะได้ สั่งเทอร์โบและอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมไปถึง เกียร์, คอนเวอร์เตอร์ ทุกอย่างให้ได้ตามสเป็กที่ต้องการ


Engine

     เรื่องเครื่องยนต์เป็นอะไรที่วุ่นวายมาก เพราะต่างสำนักก็จะมีของที่ต่างกันออกไป แต่ถ้าซื้อมาจากหลาย ๆ เจ้ามารวมกัน อาจจะมีปัญหาเวลาสั่งอะไหล่เพื่อซ่อมแซม อุปกรณ์หลักต่าง ๆ สั่งตรงจาก LC Engineering เพราะว่าทางนี้เค้ามีอะไหล่ค่อนข้างมากและหลากหลาย สามารถสั่งทำได้ ของบางอย่างก็ต้องใช้เวลาติดต่ออยู่นาน เพราะสำนักนี้จะแบ่งเป็นสองส่วน คือ Tech Department และ Sales Department การติดต่อจึงวุ่นวายมาก เพราะการโยนกันไปโยนกันมา กว่าจะได้ข้อสรุปกันว่าจะเอาอะไรแบบไหน ก็กินเวลาไปนาน เพราะสิ่งที่ต้องการเป็นสิ่งที่เค้าไม่มีขายอยู่ ฝรั่งก็งง ทำไมคุณไม่เอาแบบที่มี คุณจะเอาอะไรไม่รู้วุ่นวาย แต่เรายินดีที่จะจ่าย ทำมาให้หน่อยละกัน เอาแบบพื้น ๆ มันไม่สนุก อยากได้อะไรที่มันเป็นแบบคิดเอง ออกแบบเอง และทำเอง ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไรก็ไม่ว่า เครื่องยนต์ตัวนี้ที่แรงออกมาได้นั้น ไม่ใช่ได้เกิดจากความโชคดี หรือว่าฟลุ้ค มันเกิดมาจากมันสมองของคนไทยที่กล้าคิด และบ้าที่จะทำ ไม่ยึดติดกับความคิดเดิม ๆ ซึ่งมันเป็นผลทำให้วงการพัฒนา พ่อบุญทุ่มอย่าง Siam Prototype จึงได้ยอมลงทุนสร้างอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมา ถ้าผลลัพธ์มันออกมาดีก็เสมอตัว ถ้าผลลัพธ์มันออกมาชั่ว ก็คงโดนเหยียบจมดิน สุดท้ายก็สรุปกันว่า จะสั่งท่อนล่างไป 2 ตัว ตัวแรกสั่งอุปกรณ์ (Engine Assembly) 2.7 L ก็คือ ตัวที่ใช้อยู่ขณะนี้ เข้ามาประกอบในเมืองไทยโดย Siam Prototype เป็นผู้ประกอบเอง


      ซึ่งในขั้นตอนประกอบได้ปรับเปลี่ยนลูกสูบเป็นแบบฟอร์จ (Forge piston) ขนาด 95.5 mm. ของ CP Piston โดยกำลังอัดที่ใช้ คือ 11.0 ก้านสูบใช้ของ Pauter แบบ X-Beam สามารถรองรับแรงม้าเกิน 1000 hp ซึ่งในสเต็ปแรกนี้ยังคงใช้ข้อเหวี่ยงเดิมของ 3RZ แต่เป็นของใหม่ ที่ดูแล้วใหญ่โตใช้ได้ จากนั้นก็เปลี่ยนชาฟท์อกและชาฟท์ก้านเป็นของ Clevite 77 ซึ่งพิเศษตรงที่ ทาง LC Enginering ไม่ได้ใช้ชาฟท์ตามขนาดของโรงงาน Toyota แต่ไปเอาชาฟท์ที่มีหน้ากว้างมากกว่า ของพวก GM มาใช้ ทั้งนี้ทาง LC Engineering เป็นผู้จัดส่งมาให้ทั้งชุดข้อเหวี่ยงและแบริ่งชาฟท์ ปั้มน้ำมันเครื่องในสเต็ปแรกนี้ใช้แบบสแตนดาร์ด แต่ในอนาคตจะนำระบบ Dry Sump เข้ามาใช้แทน ส่วนท่อนล่างอีกตัวเป็นแบบ Custom Order Short Block ยืด Stroker เป็น 3.15 Litre ต้องรอไปเรื่อย ๆ ไม่รู้นานแค่ไหน ต้อง Place Order ไว้

      ฝาสูบที่ดีจะสามารถผลิตกำลังของเครื่องยนต์ได้ดีขึ้น เนื่องจากเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ (VE : Volumetric Efficiency) ดังนั้นชิ้นส่วนต่าง ๆ จึงสำคัญเป็นอย่างมาก "ฝาสูบ" จึงเน้นแบบทีเดียวจบ คือเปลี่ยนทุกอย่างที่มีให้เป็นวัสดุที่ดีที่สุด และขนาดใหญ่ที่สุด อุปกรณ์ต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นของสั่งทำ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายเนื่องจากวัสดุที่ไม่สามารถทนได้ ซึ่งแคมชาฟท์ที่ใช้ไม่มีขายอยู่ทั่ว ๆ ไป สั่งให้ทาง LC Engineering ทำเป็น Custom Grind Billet Camshaft สร้างขึ้นมาจากเหล็กก้อน โดยทั้งนี้ทางผู้ผลิตให้ SPEE D กำหนด องศา (Advertised Duration) และระยะยก (Gross Lift) ของแคมชาฟท์ไปให้


     สำหรับการกำหนดสเป็กนี้ จริง ๆ แล้วมันก็ไม่ยาก เนื่องจากสมัยนี้มีเทคโนโลยีที่กว้างไกล สามารถ Simulate Power Band ได้จากโปรแกรม Computer ต่าง ๆ โดยใส่ค่า Parameter ที่ต้องการเข้าไป ดังนั้นจึงได้ทดลอง Simulate ค่าต่าง ๆ แล้วสั่งให้ทาง LC Engineering เป็นผู้จัดทำให้อีกที ส่วนการปรับตั้งแคมชาฟท์ LC Engineering เป็นผู้กำหนดมาให้ว่า จะต้องปรับตั้งเท่าไหร่ จึงจะได้ช่วงกำลังอย่างที่ต้องการ ครั้งนี้ LC Engineering ได้ Simulate มาเป็นค่าเริ่มต้น เฟืองปรับตั้งแคมชาฟท์มีทั้งหมด 3 ชิ้น โดย 2 ชิ้นจะติดอยู่ที่แคมชาฟท์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ โดยเป็นแบบเฟืองตรง (Straight Cut Cam Gear) สามารถปรับละเอียดได้ทั้งไอดีและไอเสีย ส่วนอีกชิ้นนึงจะติดตั้งไว้กับโซ่ซึ่งใช้ขับเคลื่อน ซึ่งก็สามารถปรับตั้งแบบละเอียดได้อีกครั้ง

      "ชุดวาล์ว" ถูกเปลี่ยนให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่าของสแตนดาร์ด 2.5 mm. โดยไอดีมีขนาด 40 mm. ไอเสีย 33 mm. ซึ่งจะต้องทำการเปลี่ยนบ่าวาล์วด้วย เพราะว่าบ่าวาล์วของโรงงานสามารถขยายไปได้ไม่เกิน 1 mm. จากขนาดของวาล์วเดิม นอกจากนั้นก็ได้ทำการเปลี่ยนสปริงวาล์วเป็นแบบสองชั้น เพื่อรองรับกับแคมชาฟท์ที่มีระยะยกมากกว่าเดิม รวมไปถึงการหลีกเลี่ยงวาล์วลอยตัวในรอบสูง ส่วนรีเทนเนอร์วาล์วก็เปลี่ยนเป็นแบบ Titanium และทำการเปลี่ยนถ้วยวาล์ว จากระบบชิมบน (Outer Shim) เป็นระบบชิมล่าง (Inner Shim) เนื่องจากการดีไซน์ของแคมชาฟท์โดยใช้ถ้วยวาล์ว (Valve Bucket) ขนาด 35 mm. โดยมีชิมแบบพิเศษมาให้


      สำหรับฝาสูบนี้ก็ได้ทำการปรับขยายพอร์ต จาก Twin Port เป็น Big Single Port ในฝั่งไอดี ในระบบอัดอากาศ SPEED D เลือกใช้ Garrett GT47R Ball bearing ที่สั่งตรงมาจาก USA สามารถปั่นแรงม้าได้ 1,450 hp ระบบท่อทางไอดี ใช้ท่อขนาด 3.5" เน้นทำให้สั้นที่สุด อัดอากาศผ่านอินเตอร์ Blitz ขนาด 4" เข้าท่อไอดีแบบ Custom made ในระบบเชื้อเพลิงก็ใช้ปั๊มของ SX Performance A1000 2 ตัว ซึ่งทางโรงงานเคลมว่า หนึ่งตัวสามารถรองรับได้ 1,000 แรงม้า จากนั้นก็เปลี่ยนหัวฉีดเป็นของ Magnus Motorsport ขนาด 2,200 ซี.ซี. จ่ายเชื้อเพลิงเข้าห้องเผาไหม้

Engine management



     คันนี้เนื่องจาก SPEED D เป็นผู้ควบคุมโปรเจ็กต์ กล่องที่เลือกใช้จึงเป็นกล่อง HKS F-Con V PRO ปรับจูน โดย SPEED D ตามเคย แต่เนื่องจาก Software ของ F-CON VPRO รองรับการทำงานของ Crank Sensor ซึ่ง 3RZ ไม่มี ทาง SPEED D จึงได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ Engine Management System ของ Mitsubishi 4G63 ซึ่งต้องแก้จานจ่ายของ 4G63 ให้ใส่ในเครื่องยนต์ 3RZ และต้องทำงานได้อย่างถูกต้อง โดยทาง Siam Prototype ร่วมกับ JEAD Wiring จัดการในส่วนนี้และได้ทำการเดินสายไฟตัวรถเท่าที่จำเป็น ซึ่งสายไฟเครื่องยนต์ได้ทำเป็นแบบ Stand Alone คือ ไม่มีกล่องเดิม เหลือเพียงแค่ F-Con V PRO ใบเดียวคอนโทรลทุกอย่าง ใช้ตัว Control Box ของ MOROSO เพื่อเปิด-ปิด อุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น ปั๊มเชื้อเพลิง, พัดลม, สวิตช์ต่าง ๆ และได้เพิ่มเติม MSD DIS 4 และ Coil ของ Accel เข้าไปเพิ่มความรุนแรงของไฟจุดระเบิด สำหรับการปรับจูนก็ได้ขึ้น Dyno ที่ Power lab รูปแบบของการวัดแรงม้าที่ Power lab นี้จะแบ่งออกเป็นสองแบบ แบบแรกคือ Actual Power หรือ แรงม้าที่ลงล้อจริง ๆ ส่วนแบบที่สองจะเป็น Wheel Drag หรือ เรียกง่าย ๆ ก็คือ Drive Live Loss ซึ่งมาจากเกียร์, เฟืองท้าย โดย Actual วัดได้จากกำลังเครื่องยนต์ที่ส่งผ่านมาที่ล้อ ปั่นออกมาเป็นกำลังไฟฟ้า ส่วน Wheel Drag สามารถวัดได้จากแรงที่ใช้หยุดลูกกลิ้ง ในขณะที่เข้าเกียร์ว่าง หรือ Unload จากเครื่องยนต์ ต้องเป็นการวัดที่เกิดขึ้นจริงไม่ใช่เกิดจากข้อมูลแล้ว Simulate เอา การปรับจูนครั้งแรกนั้น ได้ทำการปรับจูนโดยใช้ Racing Fuel Octane 100 บูสต์อยู่ที่ 2.1 Bar ส่วนในครั้งที่ 2 ได้ปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงเป็น Racing Fuel C16 บูสต์สูงสุดอยู่ที่ 3.15 Bar หรือ 47 PSI วัดแรงม้าแบบ Actual Power ได้แรงม้าสูงสุดที่ล้อ 1,110 hp หรือ 1,380 BHP ที่ฟลายวีล (1,110 hp จาก Actual Power + 270 ที่เป็นค่า Wheel Drag จะได้ 1,380 แรงม้า) จะเห็นได้ว่ารถคันนี้ มีแรงม้าที่สูญเสียมากเนื่องจากใช้เกียร์ออโต้ ซึ่งตามทฤษฎีจะอยู่ประมาณ 20% ซึ่งจากค่าที่ออกวัดออกมา (270 Hp / 1,380 Hp) ถือว่ายอมรับได้


Drive Train


     ระบบส่งกำลังรถคันนี้เลือกใช้เกียร์ออโต้ ซึ่งทาง Siam Prototype ได้ทำ Adaptor Plate เพื่อประกบกับเครื่องยนต์และเกียร์เข้าด้วยกัน จากนั้นก็สร้าง Flexplate หรือ Flywheel ขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้กับ GM Powerglide 2 speed จาก Transmission Specialties ซึ่งทาง SPEED D PROSHOP เป็นดีลเลอร์โดยตรง เกียร์รุ่นที่ใช้สามารถรองรับได้ถึง 2,000 hp เพราะทางผู้ผลิตได้ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ภายในใหม่ทั้งหมด เริ่มจากเปลี่ยน Planetary เป็นแบบ Light Weight เปลี่ยนอัตราทดจาก 1.76 ฟันเฉียง (Helical) เป็น 1.80 ฟันตรง (Straight cut) เปลี่ยนคลัตช์ (Clutch Hub) เป็นอะลูมิเนียม และมีจำนวนผ้าคลัตช์ 8 แผ่น ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีแค่ 6 แผ่น เพื่อสามารถจับถ่ายแรงม้าได้ครบถ้วน ส่วนวาล์วบอดี้ในชุดเกียร์ทั้งหมดถูกเปลี่ยนใหม่เป็นของ TSI และเพิ่มระบบ Trans-brake มาให้ เพื่อใช้ออกตัวในการแข่ง Drag และกับเกียร์ลูกนี้ ทาง TSI ได้แนะนำให้ใช้ Converter รุ่น 10" ของ "Spraglesss" Cadillac Northstar Racing Converter ที่สามารถรองรับแรงม้าได้ถึง 1,400 hp มี Stall Speed อยู่ที่ 6,500 rpm โดยตอนที่สั่งนั้นได้กำหนดแรงม้าอยู่ที่ 1,200 hp และ Power Band อยู่ที่ช่วง 6,000-9,000 rpm ซึ่งทาง TSI ได้ขอข้อมูลต่าง ๆ อาทิเช่น แรงม้า, น้ำหนักรถ, การใช้งาน etc,. ดั้งนั้นการให้ข้อมูลที่ถูกต้องจึงสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการเลือกคอนเวอร์เตอร์ ถ้าทำการเลือกแบบ Over Spec จะทำให้เครื่องยนต์โหลดเยอะ แต่ถ้าเลือกแบบ Under Spec เกิดอาการเหมือนคลัตช์ลื่น ทำให้แรงม้าถูกจับลงพื้นไม่ครบถ้วนและเกิดอาการ Over Speed ทำให้เกิดการเสียหายของ Converter ส่วนการเลือกใช้ Spragless นั้นก็สำคัญ สำหรับรถ Drag นั้น Sprag จะเสียหายได้ง่ายขณะทำการ Burn-out หรือ เบิร์นยาง เพราะเป็นการ Load / Unload ต่อเนื่อง ทำให้ Sprag เกิดการแตกหัก


Suspension


     สำหรับรถคันนี้ระบบช่วงล่างหน้าหลังยังคงรูปแบบเดิมของ Supra อยู่ แต่ทำการปรับเปลี่ยน Shock Absorber ไปเป็นของ HKS Drag และเปลี่ยนเฟืองท้ายเป็น 4.4 ของ Powerhouse Racing USA มาพร้อมกับ Spool หรือ Full Lock เพื่อการออกตัวและมี Traction ที่ดี ล้อหน้าและหลังเป็น ของ Weld Racing รุ่น Prostar ส่วนยางเป็นของ MH Racemaster

edit @ 17 May 2009 23:25:58 by car